ไอ เจ็บคอ บรรเทาง่ายๆ ได้ด้วยสมุนไพร
อัพเดทล่าสุด: 19 ส.ค. 2026
5 ผู้เข้าชม

ภก.วัชรพงษ์ แจ่มสว่าง
ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม
และเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
อาการไอเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย เพื่อวัตถุประสงค์ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม สารคัดหลั่ง หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันพิษ เสมหะ เชื้อโรค ให้ออกจากระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาการไอจะสามารถบอกถึงสภาวะของคนไข้นั้นๆ ได้ เนื่องจากลักษณะของการไอในบางโรคจะมีอาการเฉพาะที่แตกต่างจากการไอทั่วไป เช่น การไอพร้อมกับหอบเหนื่อยจากการเป็นวัณโรค การไอที่มีเสมหะสีเขียวข้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งในปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาอาการไออยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม หลัก ๆ คือ
1. ยาที่กดการไอทำให้หยุดไอ
เช่น Dextrometrophan ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไอแห้ง ไม่เหมาะกับคนไข้ที่มีเสมหะ เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ
2. ยาละลายเสมหะ
เช่น Bromhexine, Acetylcysteine ยากลุ่มนี้จะทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอ่อนตัวลง สามารถขับออกจากลำคอได้ง่ายขึ้น
3. ยาขับเสมหะ
เช่น Glyceryl guaiacolate จะเพิ่มการหลั่งของเหลวเพื่อให้เสมหะอ่อนตัวลงและถูกขับออกมาง่ายขึ้น ทั้งนี้หากคนไข้มีเพียงแค่อาการไอเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แค่เพียงใช้ยาอมเพื่อให้ชุ่มคอ หรือจิบน้ำอุ่นๆ ก็สามารถบรรเทาอาการไอได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม พบว่าในปัจจุบันยาอมสำหรับบรรเทาอาการไอในท้องตลาดมีขายอยู่ค่อนข้างหลากหลายชนิด เช่น ทั้งรูปแบบยาเม็ดอมแบบแข็ง (Lozenges) หรือยาเม็ดอมแบบนิ่ม (Pastilles) ซึ่งยาอมเหล่านี้ทำมาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ชนิดอมให้เกิดความชุ่มคอ ชนิดผสมยาชาบรรเทาอาการเจ็บคอ ผสมยาละลายเสมหะ หรือชนิดผสมยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
โดยเฉพาะยาอมชนิดผสมยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดโอกาสเชื้อดื้อยาได้ง่ายหากคนไข้นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งหากมีการติดเชื้อมักจะนิยมให้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทานมากกว่า เพื่อให้ระดับยาในเลือดสูงพอที่จะฆ่าเชื้อได้ ดังนั้น การเลือกซื้อยาอมที่เหมาะสมจึงควรเลือกใช้ยาอมที่ไม่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ หรือเลือกใช้ยาอมที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรก็เพียงพอต่อการใช้บรรเทาอาการไอได้
สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการไอมีอยู่หลายชนิด เช่น
มะขามป้อม (Amla)
เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่มีวิตามินซีสูง ใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะได้ และช่วยทำให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคืองลำคอได้เป็นอย่างดี
ขิง (Ginger)
บริเวณเหง้าขิงมีรสเผ็ดร้อน ซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ทางยา ช่วยแก้ไอและขับเสมหะได้
ชะเอมเทศ (Glycyrrhiza)
ส่วนของรากถูกนำมาใช้เป็นยาแก้ไอตั้งแต่ในอดีต จากคุณสมบัติที่ทำให้เกิดรสชาติหวานเย็น จึงทำให้ชุ่มคอบรรเทาอาการไอ โดยมักจะนำรากมาผสมกับตำรับยาอื่นๆ เช่น ยาแก้ไอมะขามป้อม หรือยาแก้ไอมะแว้ง เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์และทำให้ชุ่มคอและบรรเทาอาการเจ็บคอได้
มะแว้งต้น (Solanum indicum)
ผลของมะแว้งมีสารอัลคาลอยด์ที่สามารถใช้บรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี
มะนาว (Lemon)
ใช้น้ำคั้นผลที่มีรสเปรี้ยว 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ ช่วยบรรเทาอาการไอได้เช่นกัน
ปัจจุบันยาที่มาจากสมุนไพรเหล่านี้ มีอยู่ในรูปแบบที่รับประทานง่าย รสชาติดี สะดวกในการพกพา ทั้งในรูปแบบยาอม (Pastill) หรือยาน้ำจิบแก้ไอ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่คิดจะเลือกซื้อยาบรรเทาอาการไอทุกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเสมอ เพราะอาการไอมาจากหลายสาเหตุ เพื่อที่จะได้ใช้ยาที่ถูกต้องและเหมาะสม
ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม
และเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
อาการไอเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย เพื่อวัตถุประสงค์ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม สารคัดหลั่ง หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันพิษ เสมหะ เชื้อโรค ให้ออกจากระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาการไอจะสามารถบอกถึงสภาวะของคนไข้นั้นๆ ได้ เนื่องจากลักษณะของการไอในบางโรคจะมีอาการเฉพาะที่แตกต่างจากการไอทั่วไป เช่น การไอพร้อมกับหอบเหนื่อยจากการเป็นวัณโรค การไอที่มีเสมหะสีเขียวข้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งในปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาอาการไออยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม หลัก ๆ คือ
1. ยาที่กดการไอทำให้หยุดไอ
เช่น Dextrometrophan ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไอแห้ง ไม่เหมาะกับคนไข้ที่มีเสมหะ เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ
2. ยาละลายเสมหะ
เช่น Bromhexine, Acetylcysteine ยากลุ่มนี้จะทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอ่อนตัวลง สามารถขับออกจากลำคอได้ง่ายขึ้น
3. ยาขับเสมหะ
เช่น Glyceryl guaiacolate จะเพิ่มการหลั่งของเหลวเพื่อให้เสมหะอ่อนตัวลงและถูกขับออกมาง่ายขึ้น ทั้งนี้หากคนไข้มีเพียงแค่อาการไอเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แค่เพียงใช้ยาอมเพื่อให้ชุ่มคอ หรือจิบน้ำอุ่นๆ ก็สามารถบรรเทาอาการไอได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม พบว่าในปัจจุบันยาอมสำหรับบรรเทาอาการไอในท้องตลาดมีขายอยู่ค่อนข้างหลากหลายชนิด เช่น ทั้งรูปแบบยาเม็ดอมแบบแข็ง (Lozenges) หรือยาเม็ดอมแบบนิ่ม (Pastilles) ซึ่งยาอมเหล่านี้ทำมาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ชนิดอมให้เกิดความชุ่มคอ ชนิดผสมยาชาบรรเทาอาการเจ็บคอ ผสมยาละลายเสมหะ หรือชนิดผสมยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
โดยเฉพาะยาอมชนิดผสมยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดโอกาสเชื้อดื้อยาได้ง่ายหากคนไข้นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งหากมีการติดเชื้อมักจะนิยมให้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทานมากกว่า เพื่อให้ระดับยาในเลือดสูงพอที่จะฆ่าเชื้อได้ ดังนั้น การเลือกซื้อยาอมที่เหมาะสมจึงควรเลือกใช้ยาอมที่ไม่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ หรือเลือกใช้ยาอมที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรก็เพียงพอต่อการใช้บรรเทาอาการไอได้
สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการไอมีอยู่หลายชนิด เช่น
มะขามป้อม (Amla)
เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่มีวิตามินซีสูง ใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะได้ และช่วยทำให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคืองลำคอได้เป็นอย่างดี
ขิง (Ginger)
บริเวณเหง้าขิงมีรสเผ็ดร้อน ซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ทางยา ช่วยแก้ไอและขับเสมหะได้
ชะเอมเทศ (Glycyrrhiza)
ส่วนของรากถูกนำมาใช้เป็นยาแก้ไอตั้งแต่ในอดีต จากคุณสมบัติที่ทำให้เกิดรสชาติหวานเย็น จึงทำให้ชุ่มคอบรรเทาอาการไอ โดยมักจะนำรากมาผสมกับตำรับยาอื่นๆ เช่น ยาแก้ไอมะขามป้อม หรือยาแก้ไอมะแว้ง เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์และทำให้ชุ่มคอและบรรเทาอาการเจ็บคอได้
มะแว้งต้น (Solanum indicum)
ผลของมะแว้งมีสารอัลคาลอยด์ที่สามารถใช้บรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี
มะนาว (Lemon)
ใช้น้ำคั้นผลที่มีรสเปรี้ยว 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ ช่วยบรรเทาอาการไอได้เช่นกัน
ปัจจุบันยาที่มาจากสมุนไพรเหล่านี้ มีอยู่ในรูปแบบที่รับประทานง่าย รสชาติดี สะดวกในการพกพา ทั้งในรูปแบบยาอม (Pastill) หรือยาน้ำจิบแก้ไอ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่คิดจะเลือกซื้อยาบรรเทาอาการไอทุกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเสมอ เพราะอาการไอมาจากหลายสาเหตุ เพื่อที่จะได้ใช้ยาที่ถูกต้องและเหมาะสม
บทความที่เกี่ยวข้อง
อาการคันตามซอกพับ เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ซอกพับขา ซอกนิ้วมือ และซอกนิ้วเท้า เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อย อาการดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ
ภาวะกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มีการสูญเสียมวลกระดูกและคุณภาพของโครงสร้างกระดูกด้อยลง จนมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก

