Share

Bisphosphonates คุ้มค่าในการรักษาภาวะกระดูกพรุน

Last updated: 19 Aug 2026
46 Views
รศ.นพ. พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์

ภาวะกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มีการสูญเสียมวลกระดูกและคุณภาพของโครงสร้างกระดูกด้อยลง จนมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก ภาวะกระดูกพรุนเกิดขึ้นประมาณ 30% ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือประมาณ 20% ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก เป็นกระดูกที่หักบ่อยในผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเกิดขึ้นจากการล้ม การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก เพื่อลดการเกิดกระดูกหักเป็นวัตถุประสงค์หลักของการรักษา การรักษาเพื่อเพิ่มมวลกระดูกเป็นการรักษาเพื่อให้ผลการลดการหักของกระดูกทางอ้อม

Bisphosphonates เป็นยาที่ใช้ในการรักษาภาวะกระดูกพรุนมากที่สุดในโลก ในสหรัฐอเมริกา มีการสั่งจ่ายยา Bisphosphonates ถึง 150 ล้านครั้งในระยะเวลา 5 ปี ยา Bisphosphonates ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทยเพื่อใช้รักษาภาวะกระดูกพรุนมากว่า 15 ปี ยา Bisphosphonates อยู่ในกลุ่มยา Anti-resorptive ที่มีผลต่อ Osteoclast โดยตรง ทำให้เกิดภาวะ Apoptosis ของ Osteoclast และลดการสลายกระดูก รวมทั้งลด Bone Remodeling ของกระดูก

Bisphosphonate แสดงประสิทธิผลในการลดการหักของกระดูกสันหลัง กระดูกแขนขา ได้ประมาณ 20–40% และบางตัวสามารถลดการหักของกระดูกสะโพกในกลุ่มผู้สูงอายุได้ด้วย นอกจากนี้ Bisphosphonate สามารถเพิ่มมวลกระดูกจากการวัดด้วย DEXA Scan ปีละประมาณ 3–5%

ในการศึกษาประสิทธิผลของยาในการลดการหักของกระดูก พบว่า ยา Bisphosphonates โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Alendronate มีประสิทธิผลในการรักษาได้นานถึง 10 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรายงานการเกิดผลข้างเคียงของการใช้ยาเป็นเวลานานของยากลุ่มนี้ พบว่ามีผลข้างเคียงรายงานเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้งาน เช่น การเกิดภาวะกระดูกต้นขาหัก (Atypical Fracture of Femur) การอักเสบของกระดูกกรามหลังการถอนฟัน (Osteonecrosis of the Jaw) หรือการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ประเมินข้อมูลต่าง ๆ จากการศึกษาการใช้ยากลุ่มนี้ที่มีการใช้ยานานกว่า 3 ปี เช่น FLEX Study, HORIZON-PFT Study และ VERT-MN Study จากการประเมินนี้พบว่า การใช้ยากลุ่ม Bisphosphonate 5 ปีขึ้นไป สามารถเพิ่มมวลกระดูกของกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกได้ดี และเมื่อหยุดยา มวลกระดูกสะโพกลดลงเล็กน้อยในช่วง 2 ปีแรก หลังจากนั้นจะไม่ลดลง สำหรับกระดูกสันหลังพบว่า แม้เมื่อหยุดยา มวลกระดูกก็ยังเพิ่มขึ้นได้

สำหรับประสิทธิผลในการลดการหักของกระดูก พบว่า การใช้ยา Bisphosphonate นานกว่า 6 ปี ผลการลดการหักของกระดูกไม่ต่างจากกลุ่มที่หยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาหลอกมากนัก จึงมีคำแนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้เป็นระยะเวลานาน 3–5 ปี อาจเพียงพอที่จะหยุดยาได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะแนะนำระยะเวลาในการหยุดยาเพื่อให้ยาคงประสิทธิผลของการรักษา ในกรณีนี้ การใช้ผลการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับ Bone Marker จะช่วยในการตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วยได้

นอกจากนี้ การประเมินผู้ป่วยเป็นรายบุคคล โดยการประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักเป็นราย ๆ ผู้ป่วยอายุน้อยที่มวลกระดูกเพิ่มขึ้นจนเกือบปกติ น่าจะเป็นผู้ป่วยที่แพทย์อาจตัดสินใจในการหยุดยาได้เมื่อใช้ยามา 3–5 ปี สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่มีค่าความหนาแน่นกระดูกอยู่ในเกณฑ์กระดูกพรุนหลังการรักษา ควรใช้ยาต่อไป การเปลี่ยนไปใช้ยาในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการสลายกระดูกที่เพิ่มขึ้น ควรระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

จะเห็นว่ายา Bisphosphonates เป็นยาที่มีประโยชน์ในการรักษาภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ โดยสามารถเพิ่มความหนาแน่นกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก มีข้อมูลการใช้ยาเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้จะมีรายงานการเกิดผลข้างเคียงขึ้นในผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นเวลานาน แต่อัตราการเกิดผลข้างเคียงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้ยาแล้วพบว่าน้อยมาก และคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ยังแนะนำให้ใช้ยาต่อไปเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปี ในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการหักของกระดูก

ในประเทศไทย ได้มีการศึกษาความคุ้มค่าของการใช้ยารักษากระดูกพรุนโดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น มูลนิธิกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ และโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) ได้ทำการศึกษา "การประเมินต้นทุนประสิทธิผลและต้นทุนอรรถประโยชน์ของการคัดกรองและการใช้ยาเพื่อป้องกันกระดูกหักในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคกระดูกพรุน" และตีพิมพ์ผลการศึกษาเมื่อเดือนธันวาคม 2550

การศึกษานี้สรุปดังนี้

Alendronate เป็นยาที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดในการป้องกันกระดูกหัก รองลงมาคือ Risedronate, Raloxifene และ Calcitonin ชนิดพ่นจมูก ตามลำดับ การใช้ยาป้องกันกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยอายุมากมีความคุ้มค่ามากกว่าการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ยกเว้นผู้ป่วยที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ต้นทุนประสิทธิผลและต้นทุนอรรถประโยชน์ของยาทุกตัวมีค่าลดลงตามอายุ จนกระทั่งอายุ 75 ปี ต้นทุนประสิทธิผลและต้นทุนอรรถประโยชน์มีค่าเพิ่มมากขึ้น Alendronate ยังคงเป็นทางเลือกที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด ที่ความพึงพอใจที่จะจ่าย 400,000 บาท (3 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร) ต่อ 1 ปีชีวิตที่มีคุณภาพ ในการป้องกันการหักแบบปฐมภูมิ และ 6,500,000 บาท ต่อ 1 ปีชีวิตที่มีคุณภาพ ในการป้องกันกระดูกหักชนิดทุติยภูมิ

นอกจากนี้ จากการประกาศราคากลางของยากลุ่ม Bisphosphonates ที่เพิ่งออกมา จะทำให้ยากลุ่มนี้มีความคุ้มค่าในการรักษาผู้ป่วยกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

Related Content
ไอ เจ็บคอ บรรเทาง่ายๆ ได้ด้วยสมุนไพร
อาการไอเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย เพื่อวัตถุประสงค์ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม สารคัดหลั่ง หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันพิษ เสมหะ เชื้อโรค ให้ออกจากระบบทางเดินหายใจ
คันตามซอกพับ…สัญญาณเตือนของการติดเชื้อรา
อาการคันตามซอกพับ เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ซอกพับขา ซอกนิ้วมือ และซอกนิ้วเท้า เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อย อาการดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ
This website uses cookies to improve site performance and enhance your browsing experience. For more information, please read our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy